One Web คืออะไร?

ความเข้าใจผิด เพราะคิดว่าเข้าใจถูก

เราอยากได้เว็บไซต์ที่สามารถใช้งานได้ดีทั้งใน mobile, tablet และ desktop เราจึงออกแบบโดยยึดหลัก responsive web design ด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนา และเพื่อความสะดวกในการอัพเดทเนื้อหา

หลังจากที่ brainstorming ภายในทีมเรียบร้อยแล้ว เราสรุปได้ว่า mobile นั้นมีหน้าจอค่อนข้างเล็ก เราจึงจะตัด content รวมไปถึง functions ในส่วนที่คิดว่าไม่จำเป็นออกไป เพื่อหวังจะให้ users ใช้งานได้สะดวกที่สุด

แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาบาง functions ให้สามารถใช้งานกับ android phones ได้ทัน เราจึงเลือกที่จะ launch ไปก่อน แล้วขึ้นข้อความว่า “ขออภัย, device ของท่านไม่สามารถใช้งานในส่วนนี้ได้”

ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น responsive web ของเราออกสู่สายตาคนเป็นจำนวนมากและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สมาชิกในทีมต่างฉลองกันยกใหญ่ เราได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมขึ้นมาแล้ว

หลายเดือนต่อมา ทีมเริ่มได้รับ feedback จาก users เป็นจำนวนมาก พวกเค้าถามเราว่า “ทำไม mobile ของฉัน ทำแบบบน desktop ไม่ได้” บางคนก็สงสัยว่า “ฉันอ่าน content ค้างไว้ที่ desktop พอจะมาอ่านต่อใน mobile ทำไม content ถึงไม่เหมือนกัน?” และมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ถามว่า “ทำไมรองรับแต่ iOS ? ผิดด้วยหรือ ที่ฉันใช้ android”

บอสเรียกพวกเราไปคุย และถามว่าทำไมถึงเป็นช่นนี้ พวกเราตอบไปว่า “content ของเราซับซ้อนมาก และมีรายละเอียดเยอะเกินไปที่จะใส่ลงบน mobile ได้ทั้งหมด ส่วน functions ที่ยังไม่รองรับใน android phones พวกเราก็ทำกันไม่ทันจริงๆ”

ปัญหาเกิด เมื่อ Designer ไม่ใช่ Designer

บอสบอกเราว่า designer หรือ “นักออกแบบ” ไม่ใช่คนที่มีหน้าที่เพียงแค่วาดรูป หารูป เลือก font เลือกสี ตรงกันข้าม เค้าคือคนที่กุม UX(User Experience) ของ product เอาไว้ทั้งหมด ในกรณีนี้ เมื่อเห็นว่า content นั้นมีความซับซ้อน หน้าที่ของเค้าคือ “ทำให้มันอ่านง่ายขึ้น” ไม่ใช่ตัดทิ้ง อย่าลืมว่า designer มีหน้าที่ “แก้ปัญหา” ไม่ใช่ “หนีปัญหา”

หลายคนเชื่อว่า Mobile Users สนใจแค่ข้อมูลเฉพาะอย่าง

“ผมไม่ได้หนีปัญหา เพียงแต่ผมคิดว่า mobile users น่าจะต้องการข้อมูลแค่บางส่วน และที่สำคัญ คนที่ใช้ mobile เค้าก็น่าจะเร่งรีบอยู่ ไม่น่ามีเวลามาอ่าน content ทั้งหมด ผมจึงตัดเนื้อหาบางส่วนออก” designer ของทีมกล่าว

Users ไม่ได้คิดว่า Mobile คือโทรศัพท์

“คุณรู้ได้อย่างไรว่า mobile users ไม่ต้องการ content เหล่านี้” บอสถาม designer คนนั้น จากการสำรวจพบว่า mobile users ส่วนใหญ่ ใช้ mobile เข้าเว็บ ทั้งๆ ที่พวกเค้าอยู่ที่บ้าน บางคนนั่งทานข้าวอยู่ เกิดอยากหาข้อมูลอะไรสักอย่างขึ้นมา บางคนอยากเล่นเว็บไปด้วย ดูทีวีไปด้วย บางคนอยากเช็คข่าวสารก่อนนอน เค้าเหล่านั้นก็หยิบโทรศัพท์ของเค้าขึ้นมาใช้แทนที่จะลุกแล้วเดินไปที่ desktop ของตัวเอง สำหรับพวกเค้า mobile นั้นไม่ใช่ mobile อีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเค้าไปเสียแล้ว

ความคาดหวังใน Mobile ของ Users เพิ่มขึ้นทุกวัน

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีของ mobile ได้พัฒนาไปมาก แต่ก่อนเราไม่เคยคิดว่าเราจะสามารถทำสิ่งนี้บนมือถือได้ แต่ในวันนี้เรากลับทำได้ สิ่งนี้เองที่ทำให้ mobile users  มีความคาดหวังใน mobile ของเค้ามากขึ้นทุกวันๆ อยู่ที่เราจะตอบสนองเค้าหรือเปล่าเท่านั้นเอง บอสร่ายยาว

ความเสมอภาคของเนื้อหา (Content Parity)

คนส่วนใหญ่ชอบตัดเนื้อหาบางส่วนออก หรือลดขั้นตอนบางอย่างลงสำหรับ mobile เพื่ออยากให้ users ใช้งานได้สะดวกขึ้น งั้นผมขอถามกลับ ถ้าขั้นตอนเพียงแค่ 3 ขั้นตอน เพียงพอแล้วในการสมัครสมาชิก แล้วทำไมบน desktop กลับมีถึง 5 ขั้นตอน ทำไมไม่ทำให้มันง่ายเหมือน mobile แล้วถ้าคุณคิดว่าข้อมูลในส่วนนี้ควรมีใน desktop ทำไมคุณไม่คิดว่า mobile users ก็ต้องการข้อมูลเหล่านั้นด้วย

หน้าจอเล็กไม่ได้แปลว่า content จะต้องลดลง ถ้า content นั้นสำคัญจริง มันก็คู่ควรกับทุกๆ คน แต่ถ้ามันไม่สำคัญ มันก็ต้องไม่คู่ควรกับทุกๆ คนเช่นกัน สิ่งที่เราควรทำคือ “จัดรูปแบบ” ให้มัน ไม่ใช่ “ลบ” มัน จำไว้เสมอว่า content สามารถแตกต่างกันได้ แต่ไม่ใช่เพราะขนาดของหน้าจอ

Web จะต้องเปิดกว้างกับทุกคน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ web สู้กับ native app ได้อย่างในทุกวันนี้ก็คือ “ความเปิดกว้าง” ของมัน ไม่ว่า devices นั้นจะเป็นอะไร ขอเพียงแค่มันเข้าเว็บได้ users ก็จะสามารถดูเว็บของเราได้ เพราะฉะนั้น หากเราไปจำกัดให้เว็บของเราใช้ได้แค่บาง OS หรือบาง web browsers นั่นเท่ากับว่าเราได้ลดความเป็น “web” ลงไป แล้วเราจะทำ web ไปเพื่ออะไร ?

อย่าทำเพื่อ Devices แต่จงทำเพื่อ Users

เคยได้ยินคำว่า “One Web” มั้ย ? concept ของ one web ก็คือ web นั้นจะต้องใช้ได้กับทุกๆ คน ไม่ว่าเค้าจะเป็นใคร ใช้ devices อะไรก็ตาม พวกเค้าจะต้องได้รับ content อย่างเท่าเทียมกัน จะต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้ง บอสอธิบาย

หลังจากนั้น เราตัดสินใจ brainstorming กันอีกครั้ง โดยยึดหลัก “One Web” ตามคำแนะนำของบอส designer ใช้ความคิดอย่างหนักในการจัดวาง content ใหม่ ส่วนทีมพัฒนาก็เร่งมือเพื่อที่จะให้ functions ทั้งหมด สามารถใช้ได้ใน android phones

พวกเราพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้สำเร็จ หลังจากที่เราปรับปรุงเว็บไม่นาน users ต่างรู้สึกดีที่เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับพวกเค้า จนบอกต่อๆ กัน เว็บเรากลายเป็น Case Study ไปเสียแล้ว

(Visited 10,814 times, 2 visits today)

17 Responses to “One Web คืออะไร?”

  1. bank says:

    เยี่ยมครับ นี่เป็นแนวคิดที่ดี

  2. altonut says:

    เขียนบทความได้ดีมากครับ ชอบเลยการเขียนแบบนี้

  3. Phrachya Nootakij says:

    นำเสนอมุมมองที่มีประโยชน์มากครับ

  4. iLidd says:

    ชอบประโยคนี้มากครับ designer มีหน้าที่ “แก้ปัญหา” ไม่ใช่ “หนีปัญหา”

  5. Natthapong Nartnorakij says:

    เขียนได้ดีมากครับ

  6. Ping Volume says:

    เป็นแนวคิดที่ดีเยี่ยมมากครับ อยากให้บอสผมมีวิสัยทัศน์แบบนี้บ้างเนอะ

  7. tensa-zanketsu says:

    เขียนได้ดีคับ สามารถทำให้ผู้อ่าน อ่านทุกข้อความในบทความนี้โดยเฉพาะผม

  8. Kensei Tanaka says:

    เยี่ยมยอดครับ

  9. Siamtiger Creative says:

    เวลาออกแบบ อย่าเอามุมมองและความคิดเราเป็นที่ตั้งครับ ควรมีการศึกษาผู้ใช้อย่างจริงจัง

  10. เหมือน อ่านนิทานเลยครับ ฮ่าๆๆๆ แถมได้ข้อคิดอีก ขอบคุณครับ

  11. Funnyjoke Kirschz says:

    จริง

  12. Oishi Green Tea says:

    เนอะ

  13. Oishi Green Tea says:

    เนอะ

  14. ขอบคุณความรู้ดีๆครับ

  15. เป็นเรื่องจริงผ่านจอเลยครับ..สุดยอด

  16. อยากชมเว็บที่กล่าวถึงจังเลยครับ

  17. เป็นปรัชญาของชาว devcode

Leave a Reply