18 เรื่องที่ Front-end Developer ควรรู้ในปี 2016

ในปี 2015 ที่ผ่านมา ชาว front-end developer ทั้งหลาย คงจะเหนื่อยกันไม่น้อยเลยใช่มั้ยละครับ ก็พวกเทคนิคการทำเว็บต่างๆ มันช่างไปไวซะเหลือเกิน เรียกว่าถ้าหยุดเล่นไปเดือนนึงนี่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ไปเลยทีเดียว

บทความนี้ ผมเลยจะมาสรุปความรู้ต่างๆ ที่ตัวผมคิดว่า front-end developer ควรจะมีติดตัวไว้ฮะ หากใครมีตามนี้หมด หรือเกือบทั้งหมด ผมว่าเท้าคุณคงจะมีแสง รับรองว่าบริษัทดังๆ จะยอมจ่ายค่าตัวคุณเหยียบแสนอย่างแน่นอนฮะ ส่วนใครมีเกินครึ่ง ผมว่าก็โอเคแล้วนะ พยายามเก็บในส่วนที่เหลือ เราก็โหดใช่เล่นเหมือนกัน แต่ถ้าใครมีไม่ถึงครึ่ง ก็ไม่ต้องตกใจไปนะฮะ ให้เราค่อยๆ ศึกษาไล่ตามไป ผมเชื่อว่า front-end ไม่ใช่เรื่องของความเก่งหรือฉลาด แต่เป็นเรื่องของความใฝ่รู้ล้วนๆ ฮะ ^0^

พื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้

ผมจะขอเริ่มจากเรื่องที่ front-end developer ทุกคนจะต้องรู้ก่อนเลยฮะ เรื่องต่อไปนี้ ผมถือว่าถ้าเรารู้ไม่ได้แปลว่าเราเก่งนะ คือเราไม่สามารถเอามาบอกคนอื่นๆ ได้ว่าเรารู้ไอ้นี่นะ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะรู้อยู่แล้ว เรามาดูกันเลยฮะ ว่าเรื่องพื้นฐานเหล่านี้มันมีอะไรบ้าง

  • Version Control อย่างน้อยก็ควรจะใช้ Git ให้เป็นไว้ซักตัวฮะ ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ผมไม่ชอบ Git เลย เพราะคิดว่าถ้าเรามีวินัย จัดระเบียบดีๆ ก็น่าจะเอาอยู่แล้ว แต่พอได้ลองใช้ดูก็พบว่ามันโคตรจะดีอะครับ ทุกวันนี้ผมบอกเลยว่าชีวิตผมขาด Git ไม่ได้ซะแล้ว
  • Front-end Framework เลือกสักตัวครับ จะเป็น Bootstrap หรือ Foundation ก็ได้ หรือเป็นทั้ง 2 ตัว เลยยิ่งดีฮะ ที่ผมแนะนำให้เป็นไว้บ้าง เพราะอยากให้ลองเข้าไปที่ repository ของเค้าแล้วลองแกะโค้ดดูฮะ ดูว่าเค้ามีวิธีการออกแบบ framework พวกนี้อย่างไร ดูการเขียน Sass เขียน JavaScript ของเค้า แล้วสกิลเราจะอัพเกรดขึ้นเยอะเลยฮะ ดีไม่ดีเราอาจจะพัฒนา framework ของเราขึ้นมาใช้เองเลยก็เป็นได้ครับ
  • CSS Preprocessor ทุกวันนี้มีให้ใช้กันหลายตัวฮะ แต่ถ้าจะให้ผมเลือกก็คงจะเป็น Sass ละกัน หรือใครจะดูเป็น PostCSS ไปเลยก็ได้ครับ
  • JavaScript เป็นเรื่องน่าตลกที่ job description สมัยนี้ยังมีเขียนเอาไว้ด้วยว่า front-end developer จะต้องเขียน JavaScript ได้ด้วย ทั้งๆ ที่มันควรจะสิงสถิตอยู่ใน front-end developer ทุกคนอยู่แล้ว และที่น่าตลกกว่านั้นก็คือบางบริษัทเขียนเอาไว้ด้วยว่าจะต้องเขียน jQuery เป็นด้วย! โอว สมัยนี้เค้ามีแต่จะลดการใช้ jQuery ให้น้อยลงกันนะคร้าบ
  • Responsive Web Design เมื่อ 5 ปี ก่อน RWD อาจจะเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจครับ แต่สมัยนี้ไม่แล้ว front-end developer ทุกคนจะต้องมีสกิลนี้ติดตัวฮะ
  • Node.js / Automation การพัฒนา front-end สมัยนี้ ยังไงก็ต้องใช้ automation ครับ ความรู้เรื่อง Node.js นี่เรียกว่ายังไงก็ต้องมีติดตัวเอาไว้บ้าง อาจจะไม่ถึงขั้นเขียนแอพขึ้นมาใช้เอง เอาแค่สามารถติดตั้งโมดูลที่ต้องการจะใช้ให้เป็นก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

หากเพื่อนๆ คนไหนยังมีสกิลที่ว่านี้ไม่ครบ ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนนะครับ เพียงแต่ workflow ที่เราใช้นั้นอาจจะยังเป็นแบบเก่าอยู่ ผมอยากให้ลองศึกษาตามหัวข้อข้างต้นให้ครบ แล้วจะพบว่างานของเราจะมีคุณภาพและเสร็จไวมากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะฮะ

เรื่องที่ควรเรียนรู้ในปี 2016

หากใครมีสกิลพื้นฐานในหัวข้อที่ผ่านมาครบหมดเลย ก็แปลว่าคุณสามารถเป็น front-end developer ได้สบายๆ แล้วล่ะครับ ทีนี้เรามาดูเรื่องอื่นๆ ที่เราควรจะเรียนรู้เพิ่มเติมในปี 2016 นี้กันบ้าง ลองเช็คหัวข้อต่อไปนี้ดูสิว่า เราเป็นเรื่องไหนแล้วบ้าง ?

  • React ขาดไม่ได้จริงๆ ครับ สำหรับ React เรียกว่าฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองทั่วโลกกันเลยในขณะนี้ ถึงแม้ว่า learning curve จะค่อนข้างสูง แต่ React ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ดีมากๆ พูดง่ายๆ คือคุ้มอะครับที่จะลงทุนกับมัน (จริงๆ learning curve ของตัว React เอง ไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่คนที่มาสาย React จะต้องเรียนรู้บรรดาผองเพื่อนที่จะต้องใช้ร่วมกับมันด้วย ซึ่งแต่ละตัวนี่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันฮะ T__T)
  • Angular ส่วน Angular นี่ก็ห้ามพลาดเช่นกันครับ เพราะในเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้มีการปรับปรุงในเรื่องของ performance ให้ดีขึ้นเยอะเลย แถมยังทำ server-side rendering ได้แล้วด้วย ข้อดีของ Angular อย่างนึงก็คือมันจะเตรียมของมาให้หมดเลย ทำให้ doc นั้นอยู่รวมกัน ไม่กระจัดกระจายเหมือนกับ React ครับ
  • ECMAScript 2015 / TypeScript 2 ภาษานี้ เราควรจะเขียนเป็นครับ อย่างน้อยเอา ECMAScript 2015 ไว้ซักตัวก็ยังดี ไม่งั้นผมรับรองเลยว่าเราจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง!
  • Functional Programming functional programming น่าจะมาแรงในปีนี้ฮะ คือเราจะเปลี่ยนจากการเขียนแบบ OOP มาใช้ pure function แทน เน้นการใช้มันซ้ำๆ แล้วก็ไม่ไป mutate state อะไรทำนองนี้ครับ
  • Testing อีกสกิลที่ front-end developer มักจะละเลยกันก็คือเรื่องของการเขียน test ครับ ไม่ว่าจะเป็น unit test, end-to-end test รวมไปถึง css regression test พวกนี้อย่าให้ขาดฮะ ลองนึกดูว่าทุกวันนี้ เราเสียเวลาไปกับ manual test เยอะแค่ไหน ถ้า test เหล่านั้น มันสามารถทำโดยอัตโนมัติได้ ชีวิตเราจะดีขึ้นมั้ย ?
  • Web Performance เรื่องนี้ผมคิดว่าทุกคนรู้ดีครับว่าควรทำ แต่จะทำหรือเปล่าอีกเรื่องนะฮะ ในปีนี้ผมมองว่าเว็บน่าจะไม่ได้แข่งกันที่ฟีเจอร์เท่าไร แต่จะวัดกันที่ performance ซะมากกว่า โดยเฉพาะเว็บ e-commerce นี่เห็นชัดเลย ถึงระบบจะดีแค่ไหนแต่ถ้าเว็บมันโหลดช้า ผมว่าคนหายไปเยอะครับ
  • Progressive Web Appsเป็นเทรนด์ที่น่าจะมาเหมือนกันครับในปีนี้ คือมันเป็นแนวคิดที่จะเปลี่ยน UX ของเว็บแอพให้ใกล้เคียงกับโมบายล์แอพมากขึ้น มี push notifications, offline อยู่ก็ยังทำงานได้, สร้างไอคอนเอาไว้เข้าเว็บนั้นโดยตรงได้ อะไรทำนองนี้ฮะ

เรื่องพวกนี้ผมมองว่าเราน่าจะได้ใช้กันค่อนข้างแน่ครับในปีนี้ ให้เราเตรียมตัวกันให้พร้อมเลย จะเห็นว่าบางเรื่องนั้นมีมานานมากแล้ว แต่ที่ผมเอามาใส่ด้วยก็เพราะคิดว่าในปีนี้เราน่าจะได้ใช้มันอย่างเต็มที่เลยนั่นเองฮะ

สกิลที่ควรจะมีไว้ประดับบารมี

ส่วนเรื่องต่อไปนี้ เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ได้นะฮะ ไม่ถือว่าผิดจรรยาบรรณของการเป็น front-end developer แต่อย่างใด เพียงแต่ว่าถ้าเรารู้เรื่องพวกนี้ด้วย มันจะช่วยทำให้เราดูโดดเด่นกว่าชาวบ้านเค้าเท่านั้นเองฮะ

  • DevOps หมดยุคของการอัพโหลดโค้ดผ่าน FTP ตอนจะขึ้นงานแล้วนะครับ ใครยังทำแบบนี้อยู่แล้วรู้สึกว่าชีวิตลำบากมาก ผมแนะนำให้ลองศึกษาเรื่อง DevOps ดูนะฮะ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าลงทุนมากๆ เพราะเมื่อเราได้ระบบมาแล้ว การพัฒนาอะไรๆ หลังจากนี้ก็จะสบายขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ สิ่งที่ยากกว่าคือการเปลี่ยนแนวคิดฮะ ผมว่าถ้าทีมเห็นความสำคัญของ DevOps อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้นเยอะเลย
  • Mobile Apps ส่วนโมบายล์แอพนี่ รู้ไว้บ้างก็ดีครับ จะ iOS หรือ Android ก็แล้วแต่เลย หรือได้ทั้งคู่ยิ่งดีฮะ ผมอยากให้เรารู้แนวคิดเฉยๆ ว่าพวกที่เขียนโมบายล์แอพเนี่ยเค้ามีวิธีการทำยังไง บางทีเว็บที่เราดูแลอยู่อาจจะมีเวอร์ชั่นโมบายล์แอพด้วย เวลาคุยงานกันจะได้เข้าใจฮะ หรือใครจะต่อยอดไปถึงขนาดที่ทำโมบายล์แอพเองได้เลยด้วยก็ดีนะครับ สมัยนี้ไม่ได้ยากเหมือนแต่ก่อนแล้ว หรือใครจะใช้ตัวช่วยอย่าง React Native หรือ Ionic นี่ก็ยิ่งสบายเข้าไปใหญ่ครับ
  • Desktop Apps ที่แนะนำให้เพิ่มสกิลนี้เข้าไปด้วยก็เพราะสมัยนี้มันทำได้ง่ายขึ้นเยอะครับ ให้เราเขียนแอพขึ้นมาด้วยภาษาเว็บที่เราถนัดนี่แหละ แล้ว Electron มันจะช่วยแปลงให้เป็นแอพที่สามารถรันบน desktop ให้เอง ตัวอย่างแอพดังๆ ที่สร้างด้วย Electron ก็มีไม่น้อยเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น editor สำหรับสาย geek อย่าง Atom และ Visual Studio Code, แอพสำหรับทำงานร่วมกันในทีมอย่าง Slack, แอพสำหรับช่วยงาน front-end อย่าง Avocode หรือแม้แต่ Kitematic ที่เป็น GUI ของ Docker นี่ก็ใช้ Electron ทำเหมือนกันครับ
  • Digital Marketing หัวข้อนี้ออกจะแหวกแนวหน่อยนะฮะ แต่ผมบอกเลยว่ามันจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับ front-end developer มากๆ เลยล่ะครับ เพราะในปัจจุบันการแข่งขันทางด้านนี้นั้นสูงเอามากๆ และ front-end developer ก็ถือว่าเป็น developer ที่ใกล้ชิดกับ digital marketing ที่สุดแล้ว ถ้าเรามีความรู้ทางด้านนี้ไว้บ้าง การคุยงานอะไรก็จะราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอนครับ แล้วยิ่งถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจเองด้วย สกิลนี้ถือว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาดเลยล่ะฮะ
  • User Experience เคยมั้ยครับ? เวลาเราทำ interface ตามที่ web designer เค้าออกแบบมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ผมแนะนำให้ศึกษาเรื่อง user experience เอาไว้อีกตัวฮะ แล้วเอาความรู้ตรงนี้ไปลองเสนอเค้าดู designer บางคนนี่เอาแต่สวยอย่างเดียว เรื่อง UX นี่ไม่ได้สนเลย ส่วนตัวผมมองว่า front-end developer ที่พ่วงสกิล UX ติดมาด้วยนี่โคตรหล่อเลย ก็ลองไปศึกษากันดูนะฮะ รับรองว่ายังไงก็ได้ใช้แน่ๆ ครับ

จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับโลกของ front-end โดยตรงนะฮะ แต่หากเรามีความรู้ทางด้านเหล่านี้ด้วย มันจะช่วยส่งเสริมหรือต่อยอดสกิลของเราให้ดูดีขึ้น เพื่อนๆ คนไหน ที่อัพสกิลหลักเต็มหมดแล้ว ผมขอแนะนำให้อัพสกิลเหล่านี้ต่อเลยฮะ (ถ้ายังมี point เหลืออะนะ)

โลก Front-end นั้นช่างสวยงาม…(กูประชด!)

ผมลองนึกย้อนไปเมื่อประมาณ 2-3 ปี ก่อนนะฮะ ตอนนั้นจำได้ว่าเรื่อง responsive web design นี่ยังใหม่มากๆ สำหรับหลายๆ คนเลย ลองดูตอนนี้สิครับ มันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ไปซะแล้ว แต่กรณีของ responsive web design นี่ยังดีนะฮะ เพราะในปัจจุบันแนวคิดนี้ยังคงมีการใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่เหมือนเดิม

ที่เลวร้ายหน่อยก็จะเป็นกรณีของ AngularJS ที่ตอนออกมาแรกๆ คนก็หันไปใช้กันเยอะครับ two-way data binding มันช่างเทพซะเหลือเกิน แต่พอใช้ไปซักพักคนก็จะเริ่มเจอปัญหา สิ่งที่เคยคิดว่าดี มันกลับกลายเป็นไม่ดีไปซะแล้ว พอ Angular 2 ออกมาแก้ พี่แกก็เล่นเปลี่ยนแนวคิดและ syntax ใหม่ซะหมดเลย หลายๆ คนที่เคยเขียนจนคล่องแล้ว ก็ต้องมาเริ่มต้นเรียนรู้กันใหม่หมด อย่าง React ที่กำลังเป็นกระแสกันอยู่ในตอนนี้ ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อาจจะไม่มีคนใช้แล้วก็ได้นะครับ ทำเป็นเล่นไป ในโลกของ front-end ผมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

จะเห็นว่าโลกของ front-end นี่มันไปเร็วมากเลยนะฮะ สิ่งที่เคยดี วันนี้กลับไม่ดี สิ่งที่เคยคิดว่าแย่ วันนี้เรากลับต้องใช้มัน จริงๆ แล้ว ไอ้เรื่องไปเร็วนี่ผมว่ายังไม่เท่าไร แต่มันดันซับซ้อนมากขึ้นทุกปีด้วยนี่สิ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยถูกมองว่า “มึงทำเว็บงั้นหรอ ? ใครๆ ก็ทำเป็น ไม่เห็นจะยากเลย” มาวันนี้ไปบอกไอ้เพื่อนคนนั้นเลยนะครับ บอกให้มันกลับมาลองทำดู จะได้รู้ว่าทุกวันนี้การทำเว็บมันโหดขนาดไหน

แต่ในความโหดร้ายก็ยังมีเรื่องโชคดีเล็กๆ อยู่นะครับ คือบางทีไอ้สิ่งที่เข้ามาใหม่ มันดันไปล้างสิ่งเก่าที่มีอยู่เดิมออกด้วยฮะ อย่างก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีทางเลือกในการเขียน JavaScript เป็น CoffeeScript, TypeScript แล้วก็ Dart ถูกมั้ยครับ ? แต่มาวันนี้ ผมมองว่าเรารู้แค่ ECMAScript 2015 ที่เป็นมาตรฐาน บวกกับ TypeScript อีกซักตัวก็น่าจะพอแล้วล่ะฮะ

วิธีเอาตัวรอด

คำถามที่ผมเจอโคตรบ่อยเลยก็คือ จะทำยังไงให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้ วิธีที่ผมใช้ประจำก็คือการอ่านข่าวจาก feed แล้วก็พวก newsletter ต่างๆ ฮะ อย่างน้อยเราก็พอจะรู้ว่าโลกตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว มีอะไรมาใหม่บ้าง แต่เราจะรู้เพียงแค่ผิวๆ เท่านั้นเองนะฮะ จากนั้นผมจะคอยเก็บความถี่ครับ คอยดูว่าสื่อมันเริ่มพูดถึงตัวไหนบ่อยๆ ผมก็จะลองไปเล่นดูว่ามันโอเคมั้ย ถ้าไม่โอเคก็ข้ามไป อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่าตัวนี้มันไม่โอเคนะ ส่วนตัวไหนลองแล้วชอบ ก็จะลองให้หนักขึ้นครับ เมื่อมั่นใจแล้วว่าดีแน่ๆ ตรงกับกระแสที่ออกมา ก็จะนำไปบอกต่อคนอื่นๆ อะไรทำนองนี้ฮะ

ผมเคยคิดนะครับว่า การเป็นเป็ดมันไม่ได้แย่อะไรนะ กลับดีซะอีก ทำเป็นหมดทุกอย่าง ใครๆ ก็อยากได้ตัว ความคิดนี้ไม่ได้ผิดอะไรครับ แต่เชื่อเถอะครับว่า ด้วยขีดจำกัดของมนุษย์แล้ว เราไม่สามารถเก่งอะไรได้หลายๆ อย่างพร้อมกันหรอก ต่อให้มองแค่ในโลกของ front-end ผมเองยังคิดเลยว่าจะมีซักกี่คน ที่เทพทั้ง html, css และ js ในคนๆ เดียวกัน บางคนอาจจะบอกว่า “ก็ผมนี่ไง! ได้ทั้ง 3 ภาษาเลย” เชื่อผมเถอะครับว่าคุณอาจจะยังไม่รู้ว่ามีบางสิ่งที่คุณยังไม่รู้ก็เป็นได้

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือ พยายามหา domain ตัวเองให้เจอครับ เลือกซักทางใน front-end แล้วพยายามไปให้สุด เล่นให้หนักจนถึงจุดที่สามารถเปิดสอนคนอื่นได้ แล้วสกิลด้านอื่นๆ เราค่อยอาศัยอ่านหรือฟังจากคนอื่นเอา ยอมเป็นคนโง่ในหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะขอเป็นเทพกับเค้าซักด้าน ผมว่าคุ้มนะครับ…

(Visited 23,424 times, 10 visits today)

21 Responses to “18 เรื่องที่ Front-end Developer ควรรู้ในปี 2016”

  1. อ่านแล้วไปสะดุดตรงใช้ jquery ให้น้อยลง
    อันนี้เป็นเพราะอะไรเหรอครับ ?

  2. Jquery เริ่มล้าสมัยละครับ หยุดการ Update ไปนานมากแล้ว
    และสมัยนี้ก็เริ่มมีตัวใหม่ๆ เข้ามา ที่สามารถทำงานได้เช่นกัน
    ลองอ่านบทความนี้ดูครับ
    http://www.webdesignerdepot.com/2012/09/jquery-the-good-the-bad-and-the-ugly/

  3. DevOps นี่พอจะหาศึกษาได้ที่ไหนมั่งฮะ เพราะเดี๋ยวนี้ยังต้อง live ผลไปรันบนเซิร์ฟเวอร์อินเตอร์เน็ตจริง (สภาพแวดล้อมต่างจากบน local) ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอัพขึ้น FTP

  4. ลองดู 2 คอร์สนี้ครับ
    https://www.udemy.com/learn-devops-continuously-deliver-better-software/
    https://www.udemy.com/the-docker-for-devops-course-from-development-to-production/

    ดูตรง Curriculum อะครับ ว่าเค้าสอนอะไรบ้าง แล้วไปหาอ่านเฉพาะจุดเอาก็ได้ครับผม ^__^

  5. 1. ช้า เพราะครอบ js อีกที
    2. ช้า เพราะใหญ่ บางคนใช้แค่นิดเดียว แต่ก็โหลดฟีเจอร์ของ jQuery มาทั้งหมด
    3. ช้า เพราะเป็น synchronous โค้ดที่จะใช้ jQuery ต้องรอให้ jQuery โหลดเสร็จก่อน
    ประมาณนี้ครับ

  6. 1. ช้า เพราะครอบ js อีกที
    2. ช้า เพราะใหญ่ บางคนใช้แค่นิดเดียว แต่ก็โหลดฟีเจอร์ของ jQuery มาทั้งหมด
    3. ช้า เพราะเป็น synchronous โค้ดที่จะใช้ jQuery ต้องรอให้ jQuery โหลดเสร็จก่อน
    ประมาณนี้ครับ

  7. Suranart Niamcome ขอบคุณครับ //แอบเห็น Docker ด้วย เห็นทีต้องลองดูซะแล้ว

  8. Wasit Jingjit ขอบคุณครับผม

  9. Wasit Jingjit ขอบคุณครับผม

  10. Wasit Jingjit ขอบคุณครับผม

  11. Suranart Niamcome ขอบคุณครับผม

  12. Suranart Niamcome ขอบคุณครับผม

  13. Suranart Niamcome เพิ่มเติมครับ jquery บาง function มีปัญหากับ browser บางตัวด้วย (โดยเฉพาะไอ้เจ้า IE ตัวปัญหาเลย) บาง case ต้องยอมถอยไปใช้ js ธรรมดาแทน

  14. สะดุดเหมือนกันตรงใช้ jQuery น้อยลง เพราะเพิ่งศึกษา javascript ก้อกะว่าจะไป jQuery ต่อ T^T
    แล้วจำได้ว่าเคยอ่านจากไหนไม่รู้ว่า javascript กับ ecmascript คือตัวเดียวกัน(แค่ชื่อต่างกันเฉยๆ) ดันไม่ใช่อีก? คือสำหรับ beginner นี่งงไปหมดแล้วว่าต้องไปศึกษาตัวไหนมั่งเนี่ย T^T

  15. ฝากนิดนึง เรื่องใช้คำลงท้าย อยากให้ตัดออก พวก "ครับ,ฮะ,นะฮะ" เยอะเกินไป อ่านแล้วทำให้รู้สึกรำคาญ

  16. ขอบคุณครับ จะนำไปปรับปรุงครับ

  17. สำหรับคนที่ไม่เคยหัด jQuery สามารถหัดได้ครับ เอาแค่ให้รู้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร วันดีคืนดีต้องไปยุ่งเกี่ยวกับระบบเดิมที่เค้าใช้ jQuery มาก่อน จะได้ต่องานเค้าได้
    ถ้าเป็นงานใหม่ พยายามหลีกเลี่ยง jQuery ดีกว่าฮะ หากเน้นคุณภาพ ผมว่าใช้ js ธรรมดาดีกว่า แต่ถ้าเราถนัด jQuery มากกว่า แล้วไปเจองานเร่ง เน้นเสร็จเร็ว แบบนี้จะใช้ jQuery ไปก็ได้ครับ ^_^

  18. "jQuery is one of the best libraries out there and it can make writing JavaScript much easier. However, like many tools, jQuery is at its best used by an expert craftsman. Do we all fall under this category? Of course not. Does this mean we shouldn’t use jQuery? Of course not. It just suggests that having enough sense to ask for help when you are out of your depth is a good idea most of the time."
    จากบทความที่แนะนำให้อ่าน ตรงย่อหน้าท้ายสุดนะครับ น่าจะแปลได้ประมาณว่า "jQuery ทำให้เขียน js ได้ง่ายขึ้นมาก แต่เหมือนกับเครื่องมือทั่วไปที่จะใช้ได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ แล้วพวกเราเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า? เปล่าเลย หมายความว่าพวกเราไม่ควรใช้มันใช่มั้ย? ไม่ใช่หรอก มันแค่แนะนำว่า การมีความฉลาดพอที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อเกินความสามารถเป็นความคิดที่ดีเสมอ"

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ ส่วนตัวผมใช้ jQuery หนักมาก ต่อไปนี้คงต้องพิจารณาการใช้ให้เหมาะสม และคงต้องพิจารณาเครื่องมือตัวอื่นๆเพิ่มเติมบ้าง เผื่อมันจะหยุดการพัฒนาไปจริงๆ และเพื่อมองหาเครื่องมือตัวอื่นๆที่ดีกว่าไปด้วยพร้อมๆกัน

  19. Chirawat Koeichai ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆ ครับ เป็นมุมมองที่ดีจริงๆ ส่วนตัวผมก็ชอบ jQuery ครับ แต่มีอยู่โปรเจคนึงที่มันต้องเน้น performance มากๆ แล้วมาติดตรง jQuery ที่มันให้ตรงนี้ไม่ได้อะครับ ผมก็เลยต้องเปลี่ยนมาใช้ Vanilla JS แทน

    แต่ผมเข้าใจดีนะครับว่าทำไมหลายๆ เว็บยังใช้ jQuery อยู่ Bootstrap หรือแม้แต่ SiamHTML เอง ก็ยังใช้อยู่ฮะ ผมว่าถ้าเราไม่ได้จะเน้น performance อะไรมากมาย แล้วอยากได้อะไรที่ใช้ง่ายๆ การใช้ jQuery ก็ถือว่าตอบโจทย์ตรงนี้ได้อยู่ครับ

  20. ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกันครับ ผมโชคดีที่ยังไม่เคยเจองานที่ต้องใช้ performance สูงขนาดนั้น แต่ก็มีบางทีเหมือนกันที่รู้สึกว่าเว็บที่ทำมันทำงานช้าไปหน่อย บทความนี้ทำให้ผมได้ไอเดียว่า บางทีเราน่าจะใช้ jQuery ตรงที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก ส่วนตรงที่ต้องการให้เร็ว ก็ใช้ JS ซึ่ง jQuery มันมีส่วนที่ดูเหมือนจะเอามาใช้ตรงนี้ได้ เดี๋ยวถ้ามีจังหวะจะลองทดสอบดูซักหน่อย

  21. Suranart Niamcome SiamHTML เป็น wordpress ครับ

Leave a Reply